แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมนต์บัวบานลอยเคราะห์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำมนต์บัวบานลอยเคราะห์ แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2558

หลวงพ่อเส่ง วัดกัลยาณมิตร




พระครูโศภณกัลยาณวัตร(เส่ง โสภโณ)
วัดกัลยาณมิตร วรวิหาร

หลวงปู่เส่ง เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 10 มิ.ย. 2434 ที่บ้านย่านปากคลองตลาด เขตพระนคร กรุงเทพฯ เป็นบุตรของนายเพี้ยน และนางแดง นามสกุล เปี๊ยนสู่ลาภ มีพี่น้องร่วมท้องเดียว กัน 3 คน โดยหลวงปู่เส่งท่านเป็นบุตรคนโต 

   ในสมัยที่หลวงปู่เส่งยังเอายุน้อยนั้น ที่ฝั่งตรงข้ามกันกับปากคลองตลาด ซึ่งก็คือวัดกัลยาณมิตรซึ่งหรือที่คนจีนเรียกว่าวัดซำปอกง มีพระปรมาจารย์รูปหนึ่งซึ่งมีความเชี่ยวชาญทาง ด้านพระวิปัสสนาธุระและขึ้นชื่อว่าเรืองวิทยาคม อีกทั้งยังมีบารมีทางธรรมสูง นั่นก็คือคือ พระครูพินิตวิหารการ ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็น พระสุนทรสมาจาร (พรหม) หรือที่เรียกกันว่าท่านเจ้าคุณพรหมวัดกัลยานั่นเอง

   ท่านเจ้าคุณพรหมวัดกัลยาฯมีชื่อเสียงทางวิทยาคมมาก เป็นศิษย์สมเด็จพระวันรัต(แดง)วัดสุทัศนฯร่วมกันมากับพระปรมาจารย์ในยุคนั้นหลายท่าน(จากคำบอกเล่าของท่านอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร อดีตพระเลขาสมเด็จพระสังฆราชแพ)เช่น ท่านเจ้าคุณทักษิณคณิสศรวัดบางยี่เรือใต้ ท่านเจ้าคุณพระพิมลธรรม(นาค)วัดอรุณ 




  ท่านเจ้าคุณพรหมวัดกัลยาฯมีประชาชนมากราบฝากตัวเป็นศิษย์กันมาก มีทั้งระดับชาวบ้านธรรมดาและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พระยาศิริชัยบุรินทร์, พระยาสิงหเสนีย์, พระยาสุรเทพศักดิ์, พระยามนตรีสุริยวงศ์ และขุนหลวงพระยาไกรสีห์ (เปล่ง เวภาระ) เป็นต้น

   บิดามารดาของหลวงปู่เส่งซึ่งมีบ้านอยู่ฝั่งตรงข้ามวัดกัลยาฯ ก็เป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณพรหมเช่นกัน ทั้งยังมีการไปมาหาสู่กราบนมัสการท่านเจ้าคุณพรหมอยู่เสมอ เหตุนี้เองจึงทำให้หลวงปู่เส่งครั้งยังเยาว์พลอยได้ไปกราบท่านเจ้าคุณพรหมบ่อยๆจนคุ้นเคย 

   หลวงปู่เส่งมีใจฝักใฝ่ในทางธรรมตั้งแต่ยังเด็ก เมื่อได้มาวัดกัลยาฯซึ่งอยู่ตรงข้ามบ้านก็ถูกอัธยาศัย หลวงปู่เส่งมักจะแอบออกจากบ้าน แล้วลงเรือข้ามฟากไปนั่งอยู่ภายในวัดกัลยาฯ บางทีก็ไปนั่งสมาธิอยู่ที่ในป่าช้าเพียงคนเดียว ป่าช้านั้นติดอยู่กับด้านหลังของคณะ 4 อันเป็นที่พำนักของท่านเจ้าคุณพระสุนทรสมาจาร (พรหม)  บิดามารดาของหลวงปู่เส่งเห็นว่าท่านมีใจใฝ่ไปในทางธรรม จึงนำหลวงปู่เส่งไปถวายตัวเป็นศิษย์ของท่านเจ้าคุณพรหม

   เมื่อหลวงปู่เส่งมีอายุ 14 ปี จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาได้อุปสมบทเมื่ออายุ 21 ปี ตรงกับปีพ.ศ. 2455 ณ วัดกัลยาณมิตร โดยมี สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์ ธัมมสิริ) วัดอรุณราช วราราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเทศา จารย์ (มุ้ย ธัมมปาโล) วัดราชโอรสาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระสุนทรสมาจาร (พรหม) วัดกัลยาณมิตร เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า "โสภโณ"

   หลวงปู่เส่งได้ศึกษาทั้งกรรมฐานและวิทยาคมจากท่านเจ้าคุณพรหมจนมีความเชี่ยวชาญ ได้รับใช้ใกล้ชิดท่านเจ้าคุณพรหมมาโดยตลอด จนได้รับตำแหน่งเป็นพระฐานานุกรมในท่านเจ้าคุณพระสุนทรสมาจาร (พรหม) เป็นพระปลัด ปีพ.ศ.2493 ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดกัลยาณมิตร เป็นพระครูสัญญาบัตร ชั้นโท (จปร.) ที่ "พระครูโศภณกัลยาณวัตร" 




   หลวงปู่เส่งได้มีส่วนช่วยท่านเจ้าคุณพรหม ในด้านการพัฒนาต่างๆ  และที่สำคัญยิ่งก็คือ การที่จัดหล่อระฆังใบใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2474 ซึ่งต่อมาปรากฏตามหลักฐานประวัติศาสตร์ของกรมศิลปากรได้จารึกไว้ว่า "เป็นระฆังใบใหญ่ที่สุดในประเทศไทย"

   ภายหลังจากที่ท่านเจ้าคุณพรหมมรณภาพปี พ.ศ.2476 "หลวงปู่เส่ง" ได้รับภาระการสร้างต่อจนเสร็จสมบูรณ์เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2478 ทำพิธีนำระฆังไปประดิษฐานและฉลองเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2478 โดยมีพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า เสด็จเป็นประธาน


   หลวงปู่เส่งเป็นพระผู้มีเมตตามาก ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวผู้ใดเลย ทั้งยังไม่ยอมออกปากให้ผู้อื่นช่วยกระทำการใดๆให้ แม้พระเณรเล็กๆหลวงปู่เส่งก็เกรงใจไม่ยอมใช้ให้ทำโน่นทำนี่ให้ เรียกกันอย่างชาวบ้านว่าท่านเป็นคนขี้เกรงใจ 

   ในสมัยที่หลวงปู่เส่งยังอยู่นั้น ผู้ที่มีทุกข์ร้อนมาหาท่านขอให้ท่านช่วย ท่านก็ไม่เคยปฏิเสธใครเลย ผู้ที่มาหาท่านนั้นบ้างก็เดือดร้อนมาขอเงินใช้ หลวงปู่เส่งก็ให้เงิน ถ้าขอเป็นสิ่งของท่านก็ให้เป็นสิ่งของ ขอพรก็ให้พร ขอวัตถุมงคลก็ให้วัตถุมงคล ท่านไม่เคยปฏิเสธใครเลย




   หลวงปู่เส่งขึ้นชื่อในเรื่องน้ำมนต์มาก น้ำมนต์ของหลวงปู่เส่งเรียกว่าน้ำมนต์บัวบานลอยเคราะห์ บางทีก็เรียกน้ำมนต์บัวลอย จะมีประชาชนพากันมาขอให้หลวงปู่เส่งทำน้ำมนต์ให้ทุกๆวัน กิตติศัพท์เรื่องน้ำมนต์ของหลวงปู่เส่งว่ามีความศักดิ์สิทธิ์แผ่ออกไปในวงกว้างมากขึ้นทุกที จึงมีมหาชนเป็นจำนวนมากแห่กันมาตั้งแต่เช้าจนกระทั่งเย็น แม้แต่ในยามวิกาลก็ยังมีคนที่เดือดเนื้อร้อนใจมาขอให้หลวงปู่เส่งทำน้ำมนต์บัวบานลอยเคราะห์ให้ หลวงปู่เส่งก็ไม่เคยปฏิเสธ 

   การทำน้ำมนต์บัวบานลอยเคราะห์หรือน้ำมนต์บัวลอยของหลวงปู่เส่ง ท่านจะให้นำดอกบัวขาว 3 ดอกเทียนขาว 1 เล่ม มาให้ท่านทำพิธีปลุกเสกน้ำมนต์ โดยท่านจะรดน้ำมนต์ให้ เสร็จแล้วท่านก็จะให้เอาดอกบัวคืนให้แก่ผู้ที่มาเข้าพิธี ให้นำดอกบัวขาวที่หักก้านออกแล้วไปลอยลงในแม่น้ำหน้าวัด เป็นเคล็ดว่าเพื่อลอยเคราะห์หรือปล่อยเคราะห์ และมักปรากฏเป็นอัศจรรย์ว่า เมื่อหลวงปู่เส่งทำพิธีเสกน้ำมนต์นั้น ดอกบัวจะบานขึ้นมาเอง

   สำหรับวิทยาคมด้านอื่นๆนั้น จะทราบก็แต่เฉพาะผู้ที่มาขอให้ท่านสงเคราะห์ให้เป็นรายๆไปเท่านั้น เช่นขอวัตถุมงคลคงกระพันแคล้วคลาด ท่านก็จะทำผ้ายันต์ทำตะกรุดตามที่ขอ ท่านจะลงผ้ายันต์แจกไว้ศิษย์ โดยเขียนลงบนผืนผ้าสี่เหลี่ยมจัตุรัสจารอักขระขอมและยันต์ต่างๆ ด้วยมือของท่านเอง


เหรียญรุ่นแรก



   วัตถุมงคลที่หลวงปู่เส่งสร้างแจกแก่บรรดาศิษย์ทั่วไปในวาระต่างๆมีมากมายหลายพิมพ์ เช่น พระสมเด็จเนื้อผง พิมพ์ทรงฐาน 5 ชั้น, พระหลวงพ่อโตปางมารวิชัย เนื้อดินเผา พระนาคปรกเมล็ดข้าวเม่าหรือใบมะขามเนื้อทองแดงทองเหลือง, พระเกศทองคำปางสมาธิกลีบบัว เนื้อเมฆพัด พระพิมพ์ขุนแผนปางมารวิชัย เนื้อผง และผ้ายันต์รูปสี่เหลี่ยม กว้างและยาวด้านละ 9 นิ้ว เหรียญรูปเหมือน มีรูปแบบและขนาดแตกต่างกันไป เช่น เหรียญรูปไข่ เนื้อทองแดง, เนื้อทองแดงชุบนิกเกิล, เหรียญรูปใบเสมาเนื้อทองแดง, เหรียญรูปอาร์มเนื้อทองแดง เงิน และทองคำ (ฉลองอายุ 80 ปี) เหรียญรูปไข่ (เหรียญ 2 หน้า) เนื้อทองแดงรมดำ ลักษณะคล้ายเหรียญเจ้าคุณพรหม

   วัตถุมงคลของหลวงปู่เส่งมีคุณวิเศษทางเมตตามหานิยม โชคลาภค้าขาย แคล้วคลาดจากสารพัดภัย ในปัจจุบันนี้เริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังมีของปลอมเป็นเหรียญรุ่นแรกด้วย


รุ่นพ.ศ.2518

   ที่ไม่ค่อยมีคนทราบกันก็คือ หลวงปู่เส่งนั้นตอนท่านยังไม่ชราภาพ ท่านยังสักยันต์ให้ลูกศิษย์ด้วย ปรากฏผลทางคงกระพันดีนัก เรื่องนี้ศิษย์รุ่นเก่ามากๆของหลวงปู่เส่งเป็นผู้ยืนยัน เป็นศิษย์แถวซอยช่างนาคศิษย์หลังวัดอนงคาราม ซึ่งแถวๆนี้มีศิษย์รุ่นใหญ่และเก่าแก่ของหลวงปู่เส่งอยู่มาก ต่างยืนยันเรื่องการสักของหลวงปู่เส่งวัดกัลยาฯด้วยกันทั้งนั้น

   หลวงปู่เส่งมรณภาพเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2526 รวมสิริอายุได้ 92 ปี 7 เดือน 4 วัน นับพรรษาได้ 72 พรรษา  วันที่หลวงปู่เส่งมรณภาพนั้น พอหลวงปู่เส่งมรณภาพก็เกิดฝนตกทางฝั่งธนบุรีทันที และมีปรากฏการณ์ที่แสดงถึงความเคารพนับถือที่ประชาชนมีต่อหลวงปู่เส่งคือ ศิษย์ที่ทราบข่าวก่อนต่างก็ขับรถออกไปประกาศว่าหลวงปู่เส่งมรณภาพแล้ว แอดมินหรือผู้เขียนนี้ยังจำวันนั้นได้แม่นว่า กำลังยืนอยู่ที่หน้าบ้านแล้วอยู่ๆก็มีฝนตกพรำๆ สักพักใหญ่ก็มีรถกระบะขับผ่านมาพร้อมทั้งประกาศโทรโข่งว่า หลวงปู่เส่งท่านมรณภาพ




   เหตุที่หลวงปู่เส่งมรณภาพนั้น ก็มาจากการที่หลวงปู่เส่งเกรงใจพระเณรและศิษย์ที่ดูแลท่าน เรื่องนี้ศิษย์ของหลวงปู่เส่งเป็นผู้ให้ข้อมูล คือหลวงปู่เส่งมีอายุถึง 92 ปี ซึ่งชราภาพมาก ท่านลุกขึ้นมากลางดึกเพื่อจะไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งปกติจะต้องมีคนช่วยพยุงท่านไปทำธุระ แต่หลวงปู่เส่งมีเมตตามาก ท่านเห็นศิษย์ยังหลับสบายก็เกรงใจไม่อยากปลุกให้ตื่น ไม่กล้าเปิดไฟส่องสว่างเพราะจะรบกวนการนอนของผู้อื่น

   หลวงปู่เส่งซึ่งชราภาพมากแล้วไม่อยากรบกวนผู้อื่น ท่านจึงค่อยๆพยายามเดินด้วยตัวท่านเองฝ่าความมืดไปห้องน้ำ แล้วท่านก็สะดุดล้มตกบันใดศีรษะฟาดพื้นจนศีรษะแตกเลือดออก หลวงปู่เส่งยังเกรงใจไม่ยอมปลุกศิษย์ให้มาทำการปฐมพยาบาลท่าน ท่านพยายามเดินกลับห้องนอนและเอาผ้าขนหนูปิดศีรษะที่มีเลือดออก หลวงปู่เส่งนอนรอให้ศิษย์ตื่นเพื่อมาช่วยท่าน

   กว่าถึงเวลาปกติประจำที่ศิษย์หลวงปู่จะตื่นขึ้นมา หลวงปู่เส่งก็เสียเลือดไปมากแล้ว ในที่สุดหลวงปู่เส่งก็มรณภาพ 

  ทุกวันนี้ยังมีประชาชนไปกราบนมัสการรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงปู่เส่งที่วัดกัลยาฯ ผู้ที่เดือดเนื้อร้อนใจต่างไปกราบขอบารมีหลวงปู่เส่ง และปรากฏว่ารอดพ้นเคราะห์ไปได้จริงๆ